Open Source กับ Freeware ความต่าง ในความคิดของผม
Submitted by aquarius on 20. June 2008 - 14:37.
Posted in:
Posted in:
ด้วยความที่พยายามผลักดัน Open Source อยู่เงียบ ๆ มานาน และก็ทำด้าน Open Source Enterprise Solution อยู่ด้วย
ผมได้ยิบยกคำพูดบางคำที่ค่อนข้างสะเทือนใจเล็กน้อย มาให้ฟังกันนะครับ



Open Source กับ Freeware
"Sale - อะไรกัน ของฟรีมันดีอย่างนี้เลยหรอ ทำไมคนทำเค้าใจดีจังอ่ะ แล้วเข้าเอาตังมากจากใหนกันหรอ"
"Sale - บริษัทใหญ่ ๆ เค้าไม่ค่อยใช้พวก Freeware พวกนี้หรอกค่ะ"
"ลูกค้าถาม ว่า ทำไม ใช้ Joomla ล่ะคะ มันดีกว่า .Net อย่างไรหรอ, PM ตอบว่า เราแม้จะเป็น Microsoft Gold Partner แต่เราก็เตรียม Solution ที่ดีใว้สำหรับลูกค้าที่ไม่ชอบ Microsoft ครับ"
"PM พูด Joomla เป็น Freeware ที่เค้าแจกให้เราใช้ฟรีครับ"
อื้มครับ สิ่งที่เขียนไม่ได้เกินความจริง เลยครับ
ผมพอจะสรุป เรา ๆ ได้ว่า
จากข้อ 1 คือ คนไทยคิดว่า ของฟรี ไม่มีอะไรดี ไม่ปลอดภัย เป็นโปรแกรมเล็ก ๆ ที่เด็กคนนึงมันเชียนเล่นขึ้นมา เด็กให้ฟรีไม่ฉลาด จะมีตังกินข้าวใหม พวกให้ฟรีอ่ะ อะไรประมาณนั้น
จากข้อ 2 คือ คนไทยชอบเสียตัง เพราะคิดว่า ของที่เสียตัง จะดี ของฟรีไม่น่าเชื่อถือ ไม่ดี
จากข้อ 3 คือ ไม่รู้ครับ ดูไม่ค่อยมีเหตุผลนะครับ
จากข้อ 4 คือ คนไทยแยกไม่ออกว่า ระหว่าง Freeware และ Open Source
จริง ๆ อยากตอบทุกข้อนะครับ แต่เกรงว่าจะยาว ขอสั้น ๆ ข้อ 4 ก่อนนะครับ
Open Source กับ Freeware ต่างกันชนิดแทบไม่เหมืแนกันเลยครับ ด้วยเหตุผลดังนี้
1. Open Source ทำอย่างเดียวคือ เพื่อ เผยแพร่ ความรู้ แนวคิด ประสบการณ์ อุดมการณ์ และความเข้าใจอย่างลึกซึ่งในสิ่ง ๆ นั้น แก่สาธารณะชน
Freeware มีตั้งแต่เลวร้ายสุด สร้างขึ้นเพื่อแจกของแถม เช่น Ad-Ware, Spy-Ware, Trojan, Virus จนถึง สร้างขึ้นเพื่อสาธารณะชน แต่ไม่ Open Source
2. Open Source ทำโดยคนหลายคน ขับเคลื่อนโดย Community ทำให้การพัฒนา เป็นไปอย่างต่อเนื่อง น่าเชือถือ
Freeware เกือบทั้งหมดทำโดยคนกลุ่มเดียว หรือคนคนเดียว Function การทำงานที่เกิดขึ้นเกิดจากความคิดของคน คนเดียว ไม่ใช่ ของส่วนรวม ตนอื่นมีส่วนเกี่ยวข้อง น้อยมาก
3. Open Source โดยหลักแล้ว ไม่ได้หวังผลกำไร ให้คนต้องมาเสียตัง แต่ทำในลักษณะของบริการ
Freeware กระทำอย่างตั้งใจ เพื่อจะให้คนใช้ Version ที่เสียตัง
4. Open Source ทดสอบ และตรวจสอบด้วยโปรแกรมเมอร์ เทสเตอร์ และ ยูเซอร์ ทั่วโลก ทุกคนจะรายงานสิ่งผิดปกติ ออกมามากมาย
Freeware เป็นการบอกให้ผู้พัฒนาแก้ Bug ที่เจอแต่เค้าจะแก้หรือเปล่าไม่รู้
" Open Source เป็นหลักการพื้นฐานของการแบ่งปัน และคุณค่าทางสังคม การรู้จักให้ และรู้จักรับ เช่น เมื่อเรานำสิ่งที่เค้าให้มาทำงานจนได้เงินทองกลับมาก็ควรจะ ให้คืน แก่สังคมบ้าง เช่น การบริจาค, รายงาน Bug, แปล, พัฒนาโปรแกรม และทุกอย่างที่เราทำมันจะขับเคลื่อนไปได้เอง และคุณจะรู้ว่าสิ่งที่คุณทำเพียงเล็กน้อยมันมีผลดีกับคนมากมายทั่วโลก "
ผมว่า ที่คนไทยมีทรรศนคติ ไม่ดีกับ Open Source ส่วนหนึ่งคงมาจาก ความไม่เข้าใจ ถึงความหมายคำว่า Freeware กับ Open Source ว่ามันต่างกันอย่างไร
หากเข้าใจแล้วก็น่าจะเปิดรับมากขึ้นนะ ผมหวังเช่นนั้น
ถ้าเรียก
ถ้าเรียก Free and Open Source Software กับ Proprietary Freeware
ก็น่าจะลดความส้ับสนได้นะ
ผมว่าชื่อ
ผมว่าชื่อมันไม่สำคัญ เท่ากับมุมมองนะครับ หากเรายังมองว่า Open Source เหมือน Freeware (คนทั่วไป) ก็จะไม่มีทางที่จะเข้าใจปรัชญาของ Open Source อย่างแท้จริงนะครับ
ผมว่าชื่อมันไม่สำคัญ เท่ากับมุมมองนะครับ
ผมว่าชื่อมันไม่สำคัญ เท่ากับมุมมองนะครับ หากเรายังมองว่า Open Source เหมือน Freeware (คนทั่วไป) ไม่เปิดใจ และพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ร่วมกัน ก็จะไม่มีทางที่จะเข้าใจปรัชญาของ Open Source อย่างแท้จริงนะครับ
free and open source beer
--Free Beer--
http://freebeer.org/blog/recipe/
มันต้องค่อยเป็นไป จุดตะเกียงดีกว่าสาปแช่งความมืด
1. ปัญหาของการไม่รู้คือ เขาอาจไม่เข้าถึงข้อมูลครับ อาจไม่รู้ว่าดีอย่างไหร ทางแก้ เสนอให้ทุกคนช่วยกันโปรโมต เช่นjoomla มี footer บอกว่า power by joomla เราก็ไม่น่าจะเอาออก ถึงแม้จูมล่าจะบอกว่าเอาออกได้ก็ตาม
2. ส่วนเรื่องเสียเงิน เป็นเพราะความสบายใจ เหมือนเราไปซื้อของ ถ้าไม่มีประกันก็คงไม่มีใครอยากได้ ทางออก มีบริษัทที่ให้บริการดูและ ma ซึ่งไม่เสียค่าตัว Software เสียแต่ค่าแรง บางคนก็บอกว่ามันต่างอะไรกับซื้อเช่น ubuntu server โหลดฟรีไม่มีค่า software ถ้าลงไม่เป็นก็ต้องจ้างคนที่ใช้เป็นไปลงก็จ่ายค่าแรง ถ้าเป็น win2003 server ต้องซื้อมาราคาแพง ถ้าลงไม่เป็นก็เสียค่าแรงด้วย
เวลาผมไปพูดที่ไหนก็มักจะบอกว่า Open Source ไม่ใช่ของฟรี เพราะ 1 โหลดมาก็เสียค่าเนตและค่าไฟ ใช้ไม่เป็นซื้อคู่มือ ยังไม่เป็นอีก ก็ต้องเรียน เรียนไม่เป็นก็ต้องจ้าง เห็นว่ามีค่าใช้จ่าย แต่ถ้าคุณทำได้ ก็ไม่ต้องจ่ายส่วนอื่นๆ
และOpen Source ก็สามารถใช้คู่กับ Commercial ได้ไม่จำเป็นต้องทั้งหมดเป็น Open Source เช่นใช้ OpenOffice กับ windows ต้องยอมรับว่าระบบบ้านเราพลาด ถ้าlinux เข้ามาสมัยDos น่าจะรุ่งเรืองกว่านี้ ถึงแม้ผมยอมรับว่า ubuntu ใช้ง่ายกว่า windows แต่หลายๆคนยังใช้ windows ไม่คล่องเลย
ขอแสดงความคิดเห็นจากใจ
ผมว่าคนไท
ผมว่าคนไทยไม่คิดอะไรกับโอเพ่นซอร์สหรอกครับ เพราะส่วนใหญ่ไม่รู้จักเลย
อีกอย่าง freeware ก็ไม่เชิงว่าเป้นของที่ทำขึ้นเพื่อให้ไปซื้อของเสียเงินเสียทีเดียว
อันนั้นน่าจะเป็น shareware ซึ่งยังแยกได้เป็นสองพวก
shareware แบบไม่มีกั๊กขอแค่ใช้แล้วชอบช่วยส่งเงินให้หน่อย ไม่ส่งก็ช่าง
กับแบบมีกั๊กใช้แล้วชอบ จ่ายเงินมาเอาตัวเต็มไป shareware ยุคหลังก็เป็นแบบหลัง
แต่ฟรีแวร์ก็ยังคงเป็นฟรีแวร์อยู่ และมี shareware สวมเสื้อ ฟรีแวร์ พวกที่ทำเว็บให้ดาวน์โหลดซอฟต์แวร์นี่แหละครับทำสับสน เอา shareware ไปบอกว่าเป็น ฟรี แต่จริงๆแล้วมันไม่ฟรี และไม่ใช่ฟรีแวร์
สมัยก่อนพวกทำฟรีแวร์คือพวกที่ร้อนวิชา อยากลองของ เขียนโปรแกรมแล้วก็แจกให้คนใช้ แฮคเกอร์ในอดีตทำฟรีแวร์ออกมาเยอะครับ ทางแยกสำคัญจากฟรีแวร์ของเหล่าแฮคเกอร์(ในความหมายจริงๆของมัน) ก็คือเดินมาในสายโอเพ่นซอร์สครับ
ฟรีแวร์
ที่ผมมารู้จักลีนุกซ์ได้ ก็เพราะฟรีแวร์ จ่ากนั้นก็มาใช้โอเพ่นซอร์ส แล้วมาถึงลีนุกซ์นั่นเอง
อาจไม่เกี่ยวกันเสียทีเดียว แต่มันช่วยปรับจูนให้รู้จักปรัชญา
ในการพัฒนาด้วยใจอาสาและสมัครใจ เปิดกว้าง และดูแลกัน
จริง ๆ
จริง ๆ เราเขียนยาวไปนิด มันก็อาจจะหลุดประเด็นไปหน่อย คือประเดินจริง ๆ คือ ผมมองว่า ภาพของ Freeware ในการทำเชิงธุรกิจ มันไม่ดีไง จะเพราะจากตอนแรก ของยุคที่ Hacker เขียน Freeware อย่างที่คุณ ฅนหลังเขา ก็ด้วยสุดท้ายมันก็ทำให้ภาพของสังคมนี้ ในเชิงธุรกิจ ดูมีความน่าเชื่อถือลดลงอยู่ดี
เพราะแน่ล่ะ มั่นใจได้ว่าในความคิดผม Open Source ไม่ใช่ของฟรี ดูที่
http://www.ohloh.net
โปรเจคใหนไม่มีต้นทุนบ้าง ก็ไม่มีถูกปะ อื้มเพราะงั้น ถ้าคนเช้าใจถึง ปรัญชา ที่ต่างกันในความคิดผมนะ เค้าจะได้แยกออกได้ไงว่า Open Source ไม่ใช่ Freeware และภาพลักษ์ของ Freeware จะมาใช้กับ Open Source ไม่ได้ อะไรประมาณนั้น
Suprinya Doungchana (Mac)
Open Source Enterprise Solution Expertise
Asterisk, Trixbox, Liferay, KTDMS, Redmine, Alfresco
Moodle, ezPublish, Joomla, TRS, Silverstripe, Wordpress, Drupal and Plone
ยังเห็นหล
ยังเห็นหลายๆ เจ้าไม่เชื่อ foss เขียนระบบเองแบบห่วยๆ แล้วโดนเจาะไปอยู่เลยครับ
หลายๆ ปีก่อนเคยไปเจาะเว็บนึงเป็น e-commerce ด้วย มันดันให้ใส่ HTML ได้หมด แน่นอนว่าผมจะใส่อะไร q: (ตอนนั้นยังขโมย cookie มิเป็นอยู่เลยครับไม่งั้นคงสนุกแน่ๆ)
ปล. เคยเห็นคนปล่อยบิต VLC เขียนว่า Freeware
คิดว่านะ
ผนคิดว่านะครับการใช้งานบางอย่างมันไม่ได้เอื้อให้เกิดประโยชน์นะครับ
อย่างตัวผมเองชอบ ubuntu มากครับลองเล่นมาตลอด แต่ไปใช้งานจริง ก็ต้อง windows ครับ เพราะอะไรละ ทั้งๆที่เราชอบ ubuntu อยาให้คุณลองเอา linux เข้าเว็บ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กยศ. ดูซิครับ ว่าคุณจะสามารถทำงานได้หรือเปล่า ผมตอบคุณได้เลยครับจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ทำงาน นี้อยู่ คุณเข้าหน้าเว็บได้ครับ แต่คุณจะไม่สามารถทำงานใน ระบ e-studentloan ได้เลยครับ
นี่คือตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นครับ ที่ไม่สนับสนุน
ยังมีอีกมากมายครับ
ผมนั่งทำงานอยู่ดี ในงานเอกสาร สำนักงานสามารถใช ubuntu ได้
แต่พอจำทำงานการกู้ยืมเงินให้กับนักศึกษา
ต้อง รีสตาร์ท เครื่องใหม่เพื่อเข้า windows ครับ
นี่คืออีกหนึ่งเหตุผล ที่ไม่สามารถทำให้คนทั่วไปหันมาใช้
นอกจากคนที่รักจริง ที่พยายามจะใช้
ที่คุณ mcga4
ที่คุณ mcga4 ตอบก็เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เพราะจริง ๆ ก็เห็นตัวอย่างมากมาย เช่น เว็บของหน่วยงานราชการไทย เกือบทั้งหมด โดยเฉพาะระบบที่เป็น Application จะไม่ Support Browser อื่นนอกจาก IE ครับ ระบบ E-Banking บางเว็บ เช่นธนาคารอักษร ก ถ้าเข้าด้วยไฟล์ฟอก มันจะบอกว่า ให้เรา Update Browser เป็น IE 5.5+
จริง ๆ เรื่องนี้ทำใจได้แล้วครับ อิอิ
อื้มนิดนึง ปัญหาจริง ของเรื่องเว็บแอพพลิเคชั่นคุณภาพต่ำนี่ผมว่ามันเกิดจากคำนี้ครับ
"คนที่ไม่รู้ เสนองานเว็บที่เค้าบอกว่าดีที่สุดในโลก ให้คนที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร เอาไปใช้"
โอ้ว
คนไทยมองว่า วินโดวส์ มีราคา 120 บาท (เนี่ยของแท้เลย ตัวเต็ม - -")
คนไทย(หลายๆท่าน)ไม่รู้ว่า วินโดวส์มีไลเซ่นหรือแม้แต่โปรแกรมอื่น ให้ร้านลงใช้ได้ก็พอ
freeware
freeware ที่เป็นด้านดีของวงการก็มีมากครับ
หลายๆโปรแกรมก็เกิดจากการที่ ผู้เขียน ไม่สามารถหาเครื่องมือบางอย่างมาใช้เองได้
เลยอยากจะเขียนขึ้นเอง
บางอย่างก็เป็นของบริษัท หรือกิจการบางอย่าง ทำขึ้นมาเพื่อแจกจ่าย ให้ได้เห็นความสามารถ หรือเทคโนโลยีบางอย่างที่เขาคิดขึ้น
(สามารถช่วยโปรโมทผลิตภัณฑ์อื่นๆได้)
ซึ่งก็ไม่เลวเลย ยังเป็นลักษณะการแชร์กันอยู่
ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขาว่าจะเปิดเผยไอเดียของเขาหรือเปล่า
ผมว่าการที่จะมองว่า freeware มันมีความเป็นด้านลบหรือด้านบวก
ก็น่าจะมองเป็นกรณีๆไป เป็นโปรแกรมๆไป ว่าเอามาทำอะไร มีอะไรไม่ดีหรือเปล่า
Post new comment