หมอเรื้อน#1 : ปรัชญาใน Batman - The Dark Knight [Spoil นะ]


Posted in:
GreenApple's picture

ตั้งใจจะเขียน series กะเค้ามั่งนานเหมือนกัน คิดไว้ว่าจะเขียนเฉพาะเรื่องเทคนิคและการแก้ไขต่างๆ ให้กับ ubuntu จึงมาลงตัวกับชื่อที่ว่า "หมอเรื้อน"(จากพจนานุกรม กรีนแอ๊ป ได้บรรญัติคำว่า เรื้อน คือ อาการกระเหี้ยนกระหือรือ หรือใช้ในความหมายว่า บ้า ได้) ซึ่งเพี้ยนมาจาก "หมอเรือน" ที่เป็นรายการช่อง12ใน fukduk.tv ที่หลายๆคนติดตาม (อิอิ)

"แต่เห็นทีเราจักอดรนทนมิได้" (กระเหี้ยนกระหือรือนักนี่) ขอเป็นการเขียนอะไรที่น่าสนใจแล้วอยากมาแบ่งปันแทนก็แล้วกัน(เรื้อนจะเขียนอะ คงไม่ว่ากันนะ) ซึ่งตอนนี้ก็จะหยิบยกเรื่อง แบทแมน มาให้อ่านกัน (มันเกี่ยวกับ ubuntu ตรงไหน) เอาเป็นว่าไม่เกี่ยว - -" แต่ผมว่าสิ่งที่เหมือนกันคือทั้งสองต่างมี ปรัชญา ในตัวของมัน และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมอยาก"แบ่งปัน" ให้ทุกคนได้อ่าน และนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อพัฒนาวงการ โอเพ่นซ๊อส ต่อไป (เฮ้ย!! มั่วเข้าเรื่องได้อย่างงดงาม -"-) ไม่ได้มั่วพูดจริงๆนะ ^^

และก็สามารถประยุกต์มองได้ถึงสภาพสังคมของไทย ณ เวลานี้ ได้อีกต่างหาก (ถึงขนาดนั้น) เราทุกคนก็เป็นห่วงประเทศนะครับ ไม่ว่าจะใช้ linux หรืออะไรก็ตาม - -"

เอาหล่ะ!! (กว่าจะเริ่ม)
ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่า ใครที่ยังไม่ได้ดูหนังเรื่อง Batman - The Dark Knight แล้วยังอยากจะดูโดยไม่เสียความรู้สึก ก็อย่าเพิ่งอ่านเลยครับ แต่ถ้าไม่มีโอกาสดู แล้วอยากรู้มันแฝงปรัชญายังไง เจ๋งสุดๆ

ขอบคุณสำหรับ
ที่มา : http://karnopas.spaces.live.com/blog/
ขอตัดทอนข้อความบางส่วนที่ไม่สำคัญออกนะครับ

[Spoil เต็มๆ] Batman: The Dark Knight

ตามสไตล์กระผมซึ่งเป็นคนชอบอ่านกระทู้ วิจารณ์หนังเรื่องที่เราสนใจ จนเข้าใจเนื้อความสำคัญที่หนังต้องการจะสื่อเกือบทั้งหมด โดยไม่ค่อยสนใจว่าจะได้ดูหนังจริงๆ หรือไม่ แต่หลังๆจะสนใจหนังแนว superhero ที่ผู้กำกับมักจะหยิบยกปมปัญหาของฮีโร่เอง มาขยายความทำให้หนังมีความเป็นดราม่านิดๆ จนกลายเป็นหนังที่เด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูสนุก (ผู้ใหญ่จะไม่ชอบหนังฮีโร่ที่พระเอกโชว์เทพอย่างเดียว โดยไม่มีเหตุผลรองรับ หรือขาดมิติด้านที่เป็นมนุษย์) หนังที่ทำแบบนี้แล้วประสบความสำเร็จเป็นเรื่องแรกคงจะไม่พ้น Spiderman ภาคแรก (With Great Power, Comes Great Responsibility) หลังจากนั้นก็มีคนทำตามกันใหญ่ ตั้งแต่ X-men, Superman, Hulk ฯลฯ อย่างไรก็ตาม Spiderman ก็ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับหนัง Superhero ไปแล้ว

** ระวัง ข้อความต่อไปเปิดเผยส่วนสำคัญของเนื้อเรื่องในภาพยนตร์อย่างมีนัยสำคัญ (2 ตำแหน่ง) **

"แสงยิ่งสว่าง เงาก็ยิ่งมืด"

ไม่ รู้ว่าคุณผู้กำกับ Nolan ชอบขบคิดปัญหาเชิงปรัชญามากน้อยแค่ไหน ถึงได้มีมุมมองต่อ Batman ได้ลึกซึ้งแถมยังตีความหนัง superhero ออกมายังกับนิยายสอนปรัชญา กับคำถามโลกแตกว่าแก่นแท้ของมนุษย์คือความเลว หรือความดี ทำเอาปมขัดแย้งในใจของ Spiderman กลายเป็นของเด็กเล่นไปเลย หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ นี่เป็นหนังปรัชญาที่เอา Batman มาเป็นตัวดำเนินเรื่องเพื่อให้ผู้ชมรับเนื้อหาได้ง่ายขึ้น

การตั้ง คำถามที่ยากขนาดนี้ให้กับคนดู แล้วใช้ Batman เป็นคนบรรยายเรื่องราว เป็นวิธีที่ฉลาดมากในการดึงคนดูให้อยู่กับเนื้อเรื่อง (แน่นอนว่าต้องมีฝีมือในการกำกับหนังให้ออกมาดีด้วย ไม่ใช่เอาแต่เนื้อหาแต่ภาพห่วย) และมันยังทำให้ Batman กลายเป็นฮีโร่ที่ดูเป็นของจริง ที่จับต้องได้มากกว่าฮีโร่ในหนังเรื่องอื่นๆที่ผ่านมา เพราะคนที่ดูแล้วมักจะพูดว่าเมืองไทยตอนนี้ก็คล้ายๆ ในหนัง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะ Batman ของ Nolan คือคนธรรมดาคนนึงที่เลือกเดินตามอุดมคติของตัวเอง อุดมคติที่เืชื่อว่าลึกๆแล้วมนุษย์ส่วนใหญ่เป็นคนดี ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาต้องปกป้อง Batman อยากจะให้ Gotham เป็นที่ๆคนดีๆจะอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข เหมือนกับใครหลายๆคนที่อยากให้เมืองไทยเป็นที่ๆน่าอยู่

แ้ล้วในที่ สุดคนที่ยึดมั่นในอุดมคติ ก็ต้องเจอกับคนที่เห็นตรงข้ามอย่าง Joker หรือคนที่เชื่อว่าโลกแห่งความจริงคือโลกที่โหดร้าย เป็นที่ๆพร้อมจะกลืนกินผู้รักอุดมคติเป็นอาหาร ความขัดแย้งนี้ดำเนินไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด โดยที่ต่างฝ่ายต่างยึดมั่นในความคิดของตัวเอง สิ่งที่คนที่อยากเป็นพระเอกมักมองข้ามไปก็คือว่า เพื่อแลกกับอุดมคติที่เขาแสวงหาแล้ว เขาต้องสูญเสียอะไรบ้าง หนังได้ดึงเอา Two-face มาเป็นตัวแทนของคนที่เคยเชื่อในความดีิ แต่ในที่สุดแล้วก็รับไม่ได้กับสิ่งที่ตัวเองต้องสูญเสียไปเพื่อแลกกับ อุดมคติที่เขาแสวงหา จนกลายเป็นผู้ร้ายไปเสียเอง ตรงนี้ก็เกิดคำถามโลกแตกขึ้นอีกอันหนึ่งว่า

"จะตายอย่างวีรบุรุษ หรือจะอยู่นานพอที่จะเห็นตัวเองกลายเป็นวายร้าย"

ผู้ กำกับ Nolan ยังแอบแกล้งคนดูด้วยการเล่าเรื่องแบบกลับด้าน เพราะอันที่จริงแล้วเรื่องนี้ควรจะเป็นเรื่องที่เน้นตัว Batman เกือบทั้งเรื่อง แต่กลับกลายเป็นว่า Batman ถูก Joker ขโมยซีนตลอด คือแทนที่จะเล่าเรื่องแบบ "แสงยิ่งสว่าง เงาก็ยิ่งมืด" กลับดันเล่าแบบ "เงายิ่งมืด แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ยิ่งมีความหมาย" ทำให้ Batman ที่เกือบจะกลายเป็นพระเอกตัวประกอบ กลายเป็นฮีโร่ที่แท้จริงเอาตอนสุดท้าย

สรุป แล้ว Batman ภาคนี้น่าสนใจมากเพราะวิธีที่ผู้กำกับตีโจทย์ของหนังออกมาได้ไม่ธรรมดา แถมไปออกแนวปรัชญาซึ่งโดนจริตตัวเองเข้าอย่างจัง

ปล ทิ้งไว้กับกระทู้ Pantip อันหนึ่งที่บรรยายได้ตรงใจมาก เผื่อใครไม่มีโอกาสได้ดู แต่อยากรู้ว่า Batman มันจะเป็นหนังปรัชญายังไง (ขี้เกียจพิมพ์เอง)
อ้างอิงจาก http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A6815051/A6815051.html โดย daysleeperzzz


โจ๊กเกอร์

หากจะมีใครสักคน ที่เป็นตัวแทนของความชั่วร้ายทั้งมวลในโลกนี้ เชื่อว่าอาชญากรที่ซ่อนใบหน้าไว้ภายใต้รูปลักษณ์ของตัวตลกคนนี้ จะต้องเป็นหนึ่งในแคนดิเดตอันดับต้นๆแน่นอน

โจ๊กเกอร์ ไม่เคยมีเหตุผลในการทำความชั่ว ไม่เคยลดหย่อนปรานีปราศรัยใดๆ ไม่แม้แต่จะคิดในการผลาญหนึ่งชีวิตหรือหลายๆชีวิต ด้วยความไร้เหตุผล เพียงเพราะความสนุกสนานของเขา แต่อะไรที่ทำให้เขาเป็นเช่นนั้นล่ะ

หนังไม่ได้ให้รายละเอียดในเรื่องอดีตของเขา (และน่าจะเป็นความตั้งใจที่ทำให้เรื่องนี้ยังคงเป็นปริศนาไปเรื่อยๆ) แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือ ตัวตนนี้ของเขาต้องเกิดมาจากความเลวร้ายของมนุษย์ (ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม) ซึ่งมันก็มากซะจนที่ว่าเขาสูญเสีย "ความเชื่อ" ในความดีงามในตัวคนทุกคนไป และเกิดความเชื่ออันแรงกล้าอีกอย่างขึ้นมาแทนที่ นั่นคือความเชื่อที่ว่า มนุษย์นั้นไม่ต่างอะไรกับสัตว์ ที่มีสัญชาตญานการฆ่าอยู่ในสายเลือด ไม่เคยที่จะทำอะไรถ้าไม่มีผลประโยชน์ของตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้อง สังคมมนุษย์นั้นไม่มีวันอยู่กันอย่างสงบสุขได้ เพราะคนจ้องที่แต่จะทำลายล้างเพื่อให้ตนอยู่รอดและมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น การที่เขาพูดว่า "ชอบที่จะเห็นคนเวลากำลังจะตาย เพราะจะได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของคนนั้น" แสดงให้เห็นว่าเขามีความเชื่อมั่นในส่วนนี้อยู่อย่างเต็มเปี่ยม

แนวคิดของเขา เหมือนกับแนวคิดเรื่อง "อณาธิปไตย" โลกที่เต็มไปด้วยการฆ่าฟัน ที่เคยมีการศึกษากันมาในอดีต คำกล่าวที่ว่า "Welcome to the world without rules" ดูจะบ่งบอกถึงความคิดของเขา และเขาคงไม่ต้องการอะไรมากกว่าจะเปลี่ยนโลกให้เป็นอย่างที่เขาคิด และเขาก็แตกฉานในเรื่องนี้จริงๆซะด้วย เห็นได้จากการกระทำของเขาในแต่ละครั้ง ที่บังคับให้"เหยื่อ" ต้องแสดงธาตุแท้ในด้านมืดของเขาเหล่านั้นออกมา

หรือจะกล่าวว่าเขาเป็นมากกว่าอาชญากรโรคจิต แต่เป็นนักคิดในเชิง Realism ที่นำความคิดมาใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างน่ากลัวและท้าทายด้านมืดในจิตใจของสังคมอย่างที่สุดก็เป็นได้

ในตอนที่เขาพูดกับแบทแมน ถึงเรื่องของสังคม ที่เวลาต้องการคนดี ที่เป็น "ฮีโร่"อย่างแบทแมน ก็จะออกมาสรรเสริญเยินยอ ปกป้องเต็มที่ แต่เมื่อใดก็ตามที่สังคมหมดผลประโยชน์ หรือได้รับผลกระทบจากการกระทำของฮีโร่คนนั้นแล้ว สังคมก็พร้อมที่จะทอดทิ้ง และถีบหัวส่งฮีโร่ อดีตขวัญใจของพวกเขาอย่างง่ายดาย ซึ่งผมว่าตรงนี้ โจ๊กเกอร์ "อ่านขาด" จริงๆครับ (และเนื้อหาประเด็นนี้ ผมว่าตรงกับสภาพสังคมบ้านเราอย่างน่ากลัว)

แต่ถึงแม้โจ๊กเกอร์จะลึกซึ้งในความคิดของเขาอย่างไร เขาก็ลืมสิ่งสำคัญไปข้อนึง เพราะโลก ย่อมมี "สองด้าน" เสมอ...

แบทแมน / บรูซ เวย์น

เราคงได้รู้ถึงจุดกำเนิดของฮีโร่ชุดค้างคาวคนนี้กันมาแล้วอย่างหมดเปลือกในภาค begins จะเห็นได้ว่า การก่อกำเนิดของตัวตนแบทแมนนั้น ต้องผ่านความเลวร้ายของคนมาอย่างมากมาย (ไม่แน่ว่าอาจมากกว่าโจ๊กเกอร์ก็ได้) การที่เขาจะหมดหวังในโลกใบนี้และกำเนิดกลายเป็นคนแบบโจ๊กเกอร์ขึ้นมาอีกคน ไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่เขากลับไม่ยอมแพ้และทำในเรื่องที่ยากยิ่งกว่า คือการใช้เหตุการณ์เลวร้ายที่เคยเจอ มาเป็นพลังในการที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบที่เคยเป็นอยู่เดิม ด้วยความหวังว่าจะต้องมีซักวัน ที่ "ความดี" จะเอาชนะ "ความชั่ว" ลงได้อย่างสมบูรณ์ โลกจะกลับมาสงบสุข เป็นตัวแทนของความคิดแบบ Idealism ที่ตรงข้ามกับโจ๊กเกอร์

แต่เขาอาจจะยังมองไม่เห็นในวันที่เริ่มใส่ชุดแบทแมน ว่าการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของเขานั้น จะต้องสูญเสียอะไรบ้าง...

ถ้าหากเขาคิดจะเปลี่ยนแปลงโลกโดยการออกไปปรายเหล่าร้ายยามค่ำคืน แน่นอนว่ามันต้องเป็นเรื่องที่ส่งผลดีในทางอุดมคติ แต่โลกแห่งความเป็นจริงมันมีอะไรซับซ้อนมากกว่านั้นมาก การที่คนๆหนึ่งทำตัวเป็นศาลเตี้ย ตัดสินผู้คน ซึ่งถึงแม้อาจจะเป็นคนชั่วจริง แต่เชื่อเถอะว่า คนในสังคมจะต้องมีส่วนที่ไม่เห็นด้วยและก่อให้เกิดข้อโต้เถียงอย่างรุนแรงที่ดูเหมือนจะหาข้อสรุปไม่ได้ตามมา แม้ว่าแบทแมนจะไม่ได้กำจัดคนชั่วทิ้งไปจากโลกนี้เลยเหมือนคิระก็เถอะ แบทแมนจึงต้องอาศัยความร่วมมือกับตำรวจและอัยการในการจัดการกับคนรายตามกม. (แค่นี้ยังมีคนไม่ชอบตั้งแยะแล้วนะ )

ผมยังคิดว่าถ้าในโลกนี้มีซูเปอร์ฮีโร่เกิดขึ้นมาจริงๆ หลังจากหมดความตื่นเต้นบ้าเห่อกันในช่วงแรก ซักพักก็จะต้องมีกระแสจับผิด "แอนตี้ซูเปอร์ฮีโร่" ขึ้นมา และจะขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นกระแสความเท่เก๋กู้ดไป และอย่าให้เหล่าฮีโร่ "พลาด" ขึ้นมาเมื่อไหร่ รับรอง "จมดิน" แน่นอนครับ (เพราะตามสัญชาตญาณของคนส่วนใหญ่ ถึงจะรู้สึกดีที่มีคนมาปกป้อง แต่จะมีความรู้สึกต่อต้าน ถ้าใครมีอำนาจเหนือตัวเองและสังคมมากเกินไป)

บรูซนั้น หวังเพียงว่าเขาจะเป็นแบบอย่างให้กับคนอื่นในสังคม ในการต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เขาฝันว่ามีซักวันที่จะได้ใช้ชีวิตแบบปกติสุข เป็น บรูซ เวย์น ธรรมดาๆ ทิ้งหน้าที่แบทแมน และอยู่กับผู้หญิงที่เขารัก แต่สิ่งเหล่านั้น มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้...

สิ่งที่เขาต้องแลกมาในการต่อสู้นั้นมันเป็นอะไรที่หนักหนาเกินกว่าคนทั่วไปจะรับได้ เขาต้องยอมสูญเสียความนับถือของคนในสังคมที่มีต่อตัวตนทั้ง 2 ด้านของเขา ทั้งการเป็นแค่เศรษฐีหนุ่มไม่ได้เรื่อง ที่วันๆเอาแต่ตีหม้อป้อหญิง กินเงินมรดกเล่นในตัวตนของบรูซที่สังคมมอง และการต้องเป็นตัวร้ายที่สังหารผู้คน ยืนอยู่ตรงข้ามกับกม.ในตอนสุดท้าย ในตัวตนของแบทแมน และยังต้องสูญเสียทั้งคนที่ตัวเองรัก เพื่อน และชีวิตในแบบที่ต้องการไปตลอดกาล

สิ่งเหล่านั้นอาจทำให้คนส่วนใหญ่ยอมแพ้ ล้มเลิกความตั้งใจไปแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะสิ่งที่เขาพบเจอมาตลอดชีวิต ได้"หล่อหลอม" ให้เขาแข็งแกร่งเกินกว่าที่จะยอมแพ้ต่อความเป็นจริงที่โหดร้าย ออกก้าวเดินต่อสู้ต่อไป แม้ว่าจะต้องเสียสละสิ่งใดบ้าง และความแข็งแกร่งของ "ใจ" ของเขานั่นแหละครับ ที่ผมคิดว่าคือพลังพิเศษของซูเปอร์ฮีโร่คนนี้ล่ะ

การเสียสละของเขา เพื่อที่จะทำให้ "ความดี" ยังเป็นฝ่ายชนะ เป็นการเสียสละที่มากกว่าที่ฮีโร่คนไหนๆที่ผมเคนเห็นทำมา ...

ฮาร์วี่ย์ เดนท์/ ทูเฟซ

อัยการหนุ่มไฟแรง ที่มีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ไม่แตกต่างจากแบทแมน แต่ด้วยความเป็นคนที่อยู่ในกรอบของกฏหมาย ต่อสู้อย่างไม่เกรงกลัวอิทธิพลมืด ทำให้ภาพลักษณ์ของเขา ดูดีในสายตาของสังคมมากกว่าแบทแมนแน่นอน และไม่น่าแปลกใจที่เขาจะได้รับการยกย่องให้เป็น "อัศวินขี่ม้าขาว" (White Knight) ประจำเมืองก็อตแธม

เพียงแต่ในการต่อสู้ไม่ว่าครั้งไหน มันก็ย่อมมีความสูญเสียตามมา และเราจะทำใจยอมรับความสูญเสียนั้นได้มากแค่ไหนกัน...

ฮาร์วีย์ ต้องพบกับการสูญเสียที่มาติดต่อกันอย่างที่เขาตั้งตัวไม่ติด และนั่นมันเกินกว่าที่เขาจะทำใจยอมรับได้ ซึ่งมันสิ่งเร้าที่มีประสิทธิภาพที่สุด ที่ทำให้เขาถลำลึกลงสู่ด้านมืดอย่างถอนตัวไม่ขึ้น เขาเลือกที่จะใช้วิธีการรุนแรงตอบโต้ และเริ่มโทษคนรอบข้างว่าเป็นต้นเหตุของความสูญเสีย โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม นำมาซึ่งความแค้น ซึ่งเป็นสิ่งที่มาทำลายจิตใจที่เคยอยู่ในกรอบความเชื่อเดิม ทำให้มันพังทลายลง เขาไม่เชื่อในโลกใบนี้อีกต่อไป จนต้องอาศัยการเสี่ยงดวงเป็นตัวชี้นำชีวิตของทุกคน เพราะเขาคิดว่านั่นมันคือสิ่งที่ยุติธรรมที่สุดแล้ว

เหรียญที่เคยมีแต่ด้านหัวทั้ง 2 ด้าน สมัยที่เขายังเป็นฮาร์วีย์ แสดงถึงความมั่นใจในอุดมการณ์และความไม่ยอมแพ้ แต่เมื่อเขากลายเป็นทูเฟซ ที่มาพร้อมเหรียญด้านหนึ่งกลายเป็นสีดำจากเขม่าควันไฟ และเขาก็ยังเอามันมาใช้ นั่นคือการที่เขายอมให้ความชั่วร้ายเข้ามาครอบงำจิตใจไปครึ่งหนึ่งแล้ว ยิ่งบวกด้วยคำยุยงส่งเสริมของโจรจอมจิตวิทยาอย่างโจ๊กเกอร์ ที่ถนัดด้านการปลุกด้านมืดของคนขึ้นมา วินาทีที่เขาตัดสินใจลุกขึ้นมาแก้แค้นด้วยวิธีแบบ "ต้องฆ่า" นั่นก็เท่ากับว่าฮาร์วี่ย์ เดนท์ ได้ตายจากโลกนี้ไปตั้งแต่วินาทีนั้น เหลือเพียงแต่อาชญากรนาม ทูเฟซ และผมก็คิดว่า โจ๊กเกอร์ นั่นแหละ คือฆาตกรที่ "ฆ่า" ฮาร์วีย์ เดนท์ ตัวจริง

การต่อสู้แบบ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" หรือ "ใครแรงมา ก็แรงไป" กับความชั่ว อาจเป็นสิ่งจำเป็นต้องทำ (แบทแมนก็แสดงให้เห็นในภาคนี้อยู่หลายครั้ง) แต่สิ่งสำคัญมันอยู่ที่ว่า เมื่อทำแล้ว คุณจะรับมือกับความเลวร้ายที่ก่อตัวขึ้นในใจของคุณได้ดีแค่ไหน

ฮาร์วีย์ เดนท์ คือตัวแทนของ "คนดี" ที่พ่ายแพ้ต่อ "ความชั่วร้าย" ในจิตใจของตัวเอง จนกลายเป็น "คนเลว" ไปในที่สุด ซึ่งน่าเศร้าที่เราเห็นคนเช่นนี้ได้มากมายเหลือเกินในยุคปัจจุบัน

-------

ฉากหนึ่งที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็คือฉากระเบิดเรือ ที่อารมณ์บีบคั้นกดดันสุดๆ กับคำถามที่ว่า คนดี กับคนเลว เรามองกันตรงไหน การที่ฝ่ายหนึ่งเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ กับอีกฝ่ายเป็นคนบริสุทธ์ เมื่อถึงเวลาจริงๆ ในใจของใครที่มืดดำกว่ากันกันแน่ ผมเชื่อว่าตัวละครที่โผล่มานิดเดียวแต่ได้ใจคนดูไปเต็มๆ ก็คือพี่มืดนักโทษดำทะมึนนั่นแหละครับ คนเราไม่สามารถมองดูที่ภายนอกได้จริงๆ

ผมคิดว่าหนังนั้นปราณีมากแล้วล่ะครับ ที่ให้ฉากนี้จบลงแบบโล่งอกกันทุกฝ่าย เป็นเหมือนแสงสว่างเล็กๆที่ปลายอุโมงค์ หลังจากที่มืดมิดแบบไร้ความหวังกันมาแทบตลอดทั้งเรื่อง แสดงให้เห็นว่าอย่างน้อย คนเราก็ยังคงมีจิตใจที่ดีงามหลงเหลืออยู่บ้าง และอย่างน้อยก็ยังไม่มีใคร ที่จะยอมใช้ชีวิตอยู่ต่อโดยมีความผิดบาปไปตลอดกาล (แต่ผมคิดว่าถ้าเป็นในสังคมบ้านเราตอนนี้ มันคงตูมตามกันไปตั้งแต่ 5 ทุ่ม 45 แล้วล่ะ555)

(ความจริงฉากนี้ผมคิดว่ายังแฝงประเด็นเกี่ยวกับประชาธิปไตย และการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจเอาไว้อีก แต่ผมกลัวว่าจะเป็นราชดำเนินเกินไปเลยไม่เอามาลงละกันนะ)

------

humanity for others!! กันนะครับ

(ก็ขอจบแบบ fukduk.tv ช่อง 9 ว่า)
และปรัชญาของ ubuntu นี้ก็จะอยู่กับพวกเรา...ทุกคน!!

ปล.1 เป็นหนังที่น่าจะเหมาะกับคน IT และมีหัวคิดทาง opensource อย่างเราๆนะเรื่องนี้
ปล.2 ผมชอบโจ๊กเกอร์มาก แสดงดีจัง

ปล.3 อ่านจบแล้ว ไหนลอง โพส ประโยคปรัชญา เจ๋งๆ ของแต่ละคนหน่อยสิครับ

เช่นพวก "พลังอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่" ไรงี้

ไทยจีน อังกฤษ ได้หมดนะครับ

อ่านจบ

อ่านจบ เลยต้องเปลี่ยนใจไปดูซะแล้ว
เห็นข่าวว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง
batman ก็แสดงความเป็น badman ออกมาจนได้

pitisave's picture

เฉาเชา(โจโฉ<--ที่คนไทยเรียกเพียน)

ข้ายอมทรยศคนทั้งโลก ดีกว่าให้คนทั้งโลกทรยศข้าก่อน

TrendyTeddy's picture

อ่านยาก

ท่านเกรียนใช้ตัวหนังสือหลายสี อ่านยากอ่ะ

อดลนทนมิไ

อดลนทนมิได้ -> อดรนทนมิได้

GreenApple's picture

ว่าแล้วเชียว

คิดเหมือนกันว่า รน ที่มาจาก ร้อนรน
แต่คิดอีกแบบคือ ลนลาน

เด๋วแก้ไขครับ

ส่วนเรื่องหลากสี นั่นเพราะ มันมีที่มาอยู่ 2 ที่ ซ้อนกัน
เลย ใช้สีแยกหน่ะครับ ระหว่างคำพูดผม กะ คำพูดของเจ้าของบทความเค้า อีก 2 ที่

daewoojaa's picture

Shrek

ถ้ามีคนมาปฏิบัติกับคุณเหมือนคุณเป็น "คนร้าย" "คนไม่ดี"
หรือ "คนไม่เอาไหน"

ใช่ว่าตัว"คุณ"จะเป็นเช่นนั้น

มันอยู่ที่ตัวคุณเอง

ว่าคุณ"เป็น".................อะไร................

จากเรื่อง "Shrek" ครับเป็นการ์ตูนเรื่องนึงที่มีปรัชญาสะท้อนมาจากความเป็นยักษ์ของ Shrek เองครับ
--------------------------------------------------------------
I'm not an Ängel...

mcga's picture

การกระทำ

ความดี ความเลว ใช่อยู่ที่มีคนบอก

ตัวเราย่อมรู้ดี........ มากกว่าใครๆ

ความเจ็บป

ความเจ็บปวดคือพลัง

QQ's picture

หนังเรื่อ

หนังเรื่องนี้ดีมากๆครับ แต่ภาคไทยแล้ว ห่วย! >,< เซง

ยิ่งเสียง batman แล้ว ไม่เหมือนภาค 1 เลย -*- นางเอกก็เปลี่ยน เซงรอบ 2

ไว้รอดูซาวน์แทร็ค -_-"

After The Dark Knight

BATMAN เป็นหนังเรื่องแรกในรอบปีที่ผมดูซ้ำถึงสองรอบ และกล้าพูดได้ว่า
BATMAN ภาคนี้คือภาคที่ดีที่สุด
ตัวละครทุกตัวมีเหตุผล มีที่มาที่ไปในการกระทำ มี
การแฝงปรัชญา สัญลักษณ์ ย่างกลมกลื่นในภาพยนตร์
ใครที่ตั้งใจมาดูแบบแอคชั่นเหมือนไอรอนแมนอาจจะส่ายหัว
เพราะBATMANคือหนังดร่ามา ปนแอคชั่นมากกว่า

ประโยคที่ชอบในภาพยนตร์คือ "ผมสร้างโชคชะตาด้วยตนเอง" ของฮาร์วี เด็นท์ ขออภัยจำภาษาอังกฤษไม่ได้

ข้อดีของค

ข้อดีของความโกลาหล

คือความ แฟร์

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.
  • Allowed HTML tags: <i> <center> <span> <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <br> <dt> <dd> <object> <embed> <hr> <img> <blockquote> <b> <u> <del> <div> <p> <table> <tr> <td> <font>

More information about formatting options